กลับไปรายการกระดานข่าว ตอบกลับ โพสใหม่

[Action Adventure] mini 忍 ninjas {ประวัติ และความเป็นมาของนินจาพอสังเขป}

แก้ไขล่าสุด Xzidit เมื่อ 2010-5-2 12:32



นินจา 忍者
-------------------------------------------------------------------------------------
นินจา (忍者) หรือ ชิโนบิ (忍び) (ความหมาย: "ผู้คงทน") ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มนักฆ่า หรือสปาย ในช่วงสมัยเปลี่ยนการปกครองของประเทศญี่ปุ่น โดยขณะเดียวกันนินจาได้ถูกเปรียบเทียบกับซามูไร ซึ่งซามูไรเปรียบเหมือนนักสู้ที่ต่อสู้เบื้องหน้า ขณะที่นินจาเป็นนักสู้ที่ต่อสู้เบื้องหลัง นอกจากนี้มีการกล่าวกันว่ากลุ่มคนบางคนเป็นทั้งนินจาและซามูไรพร้อมกัน ในปัจจุบันไม่มีร่องรอยของบุคคลที่เป็นนินจาหลงเหลือ เหลือเพียงแต่ซามูไร สำหรับนินจาหญิงจะเรียกว่า คุโนะอิจิ

ในสมัยที่ญี่ปุ่นยังเป็นฟิวดัลหรือศักดินาอยู่นั้น ชนชั้นปกครองจะเน้นความสำคัญของการทหารเป็นหลัก โดยเฉพาะเหล่านักรบที่สังกัดผู้ครองแคว้น ( ไดเมียว ) สวมชุดเกราะโอ่อ่าอลังการ มีทักษะทางเชิงยุทธที่เยี่ยมยอด แถมมีคติดประจำใจแบบลูกผู้ชายที่หาใครเสมอเหมือน ใช่แล้ว พวกเขาคือซามูไรนั่นเอง
คงไม่ต้องอธิบายกันมากสำหรับนิยามและความหมายของซามูไร ท่านที่ติดตามหนังประเภทญี่ปุ่นโบราณ หรือการ์ตูน Anime ประเภทนี้ อาจจะเคยชมฉากที่ซามูไรต้องประดาบกับนายโม่งกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแพรวราวไปด้วยฝีมือในการรบระยะประชิด พร้อมอาวุธสารพัดแบบ ยาพิษ ลูกดอก ดาวกระจาย นั่นล่ะครับนินจา ที่ใครต่อใครยึดถือเป็นด้านมืดของซามูไร ในขณะที่ซามูไรจะไปไหนต้องแต่งกายเต็มยศ จะฆ่าจะแกงใครก็ต้องเป็นไปอย่างเที่ยงตรงตามวิถีของบูชิโด แต่นินจาไม่จำเป็นครับ ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ในสภาพไหน เค้าทำได้ตามสะดวก แต่ภาพนินจาที่ติดตาพวกเรามากๆก็คงหนีไม่พ้นนักสู้ลึกลับปิดหน้าตา มือซ้ายปาดาวกระจาย มือขวาเหวี่ยงระเบิด ตูม!! จากนั้นก็หายวับไปเหมือนล่องหนได้ซะอย่างนั้น
จากวรรณคดี นิยาย และสื่อบันเทิงต่างๆ ช่วยเสกสรรค์ปั้นแต่งเสียจนนินจาเหมือนมีเวทย์มนตร์ แม้แต่ในโซนยุโรปหรืออเมริกาเอง โดโจฝึกนินจา ก็ได้ถูกตั้งขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน มีลูกศิษย์ล้นหลามมากมาย วิชานินจามีอยู่จริงหรือไม่ ? และเมื่อฝึกสำเร็จแล้วเราจะกลายเป็นยอดคนด้นเมฆเหมือนในหนังจริงๆหรือ... หบายคนอาจจะตั้งคำถามในใจอยู่ตอนนี้ มาดูกันสิครับว่า วิชานินจานั้น มีกำเนิดมาอย่างไร และถ้าต้องการเป็นนินจาแล้ว เราต้องเอาอะไรเข้าไปแลกบ้าง

ความแตกต่างของ ซามูไร กับ นินจา
ซามูไร - ศิลปะการใช้ดาบ + เน้นโจมตีแบบประชิดตัว จะมีศักศรีมากในตัวซามูไรแต่ละคน

นินจา - ลอบสังหาร ว่องไวสูง ทักษะดี พรางตัวเก่ง เลือดเย็น พาระกิจที่รับมา ต้องทำให้สำเร็จ

ซามูไร - เวลารู้ตัวว่าแพ้ หรือ สู้ไม่ได้ จะฮาราคีรี

นินจา - ทำภาระกิจผิดพลาด หรือถูกจับได้ ก็จะฮาราคีรี

ฮาราคีรี - การคว้านท้อง ว่ากันว่า เป็นการปลดปล่อย วิญญาณตัวเอง (ถึงไม่ยอมถูกคนอื่นฆ่าตาย)

เซปปุกุ - การคว้าท้องแล้วให้คนอื่นตัดหัวเพื่อไม่ทรมาน ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของซามูไร

จากประวัติศาสตร์
ในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นหลังจากมีนินจา แล้ว โชกุนของทุกๆฝ่ายเริ่มเห็นพลังอำนาจของนักฆ่าเหล่านี้ จึงมีนินจาไว้ไนบังคับกันหมด ส่งผลให้ผู้ที่ถูกสงสัยว่าเป็นนินจาโดนตามล่าและกำจัดทิ้งไปมากมาย ด้วยเหตุนี้เอง การใช้นินจาลอบสังหารกระทำได้ยากขึ้น ทำให้นักฆ่าหญิงมีเริ่มมีบทบาท กลายเป็นว่ามีนินจา ญ ซึ่งถูกเรียกขานกันในนาม คุโนอิจิ เกิดขึ้นมา

ชาวโปรตุเกสที่เป้นพ่อค้าได้บันทึกเกี่ยวกับนินจาไว้ว่า He 's the same magician ซึ่งหมายถึงว่านินจาที่เค้าเห็นนั้นดูเหมือนกับมีเวทมนตร์ นักวิชาการ สาขาประวัติศาสตร์ก็ให้ขอสังเกตุมาว่า การที่นินจาดูมีเวทมนตร์ได้แสดงว่าจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับมายากลขั้นสูง เช่นการที่ แปลงกายเป้นท่อนไม้ หลบซ่อยอำพราง เรียกไฟ เรียกลม ใช้ระเบิดควันหายตัว

ที่มาของคำว่านินจา
-------------------------------------------------------------------------------------
คำว่านินจาเชื่อว่ามีการใช้มาประมาณ 800 ปีก่อน ซึ่งหมายถึงบุคคลที่อยู่ในภูเขาและฝึกฝนนินจุตสุ (วิชาต่อสู้เกี่ยวกับการขโมยและการล่องหน) ซึ่งมาจากประโยคที่ว่า ชิโนบิโนะโมโนะ โดยเขียนในคันจิว่า 忍者 โดยตัวอักษรแรก 忍 (นิน) หมายถึง "คงทน" โดยในภายหลังคำนี้ได้มีความหมายเพิ่มเติมหมายถึง "การซ่อนตัว" และ "การขโมย" โดยตัวอักษรที่สอง 者 (จา) หมายถึง "บุคคล" นอกจากนี้ได้มีภาษาจีนได้กล่าวถึงนินจาว่า 林鬼 (หลินกุ้ย) ซึ่งหมายถึง ปีศาจในป่า



นินจา จารบุรุษผู้มากับความมืด
-------------------------------------------------------------------------------------
นินจาก็เหมือนกับสายลับ ยังคงสืบทอดพฤติกรรมและสายเลือดมาทุกยุคทกสมัย แม้แต่ในปัจจุบันนี้ก็ตาม คำว่านินจานั้น โดยทั่วไปหมายถึงผู้สำเร็จวิชานินจัตสึ(ขออนุญาตอ่านแบบนี้นะครับ คล่องปากดี) หรือวิชาจารกรรม พวกเขาเป็นเหล่าจารชนที่เชี่ยวชาญการลักลอบ ซุ่มตัว ฆ่าคน วางเพลิง ใส่ยา สารพัดพิษฯลฯ จนใครๆ ต่างยกย่องว่าเป็นมัจจุราชล่องหน ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์มนาเค้า
อย่างที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า นินจามีมานานนมตั้งแต่ยุคศักดินาโน้น พวกเขาเป็นอาวุธลับสำคัญของผู้ครองแคว้นต่างๆ ในการลอบสังหารช่วงชิงอำนาจ อาจจะมีคำถามว่า จะมีนินจาเอาไว้ทำแพะอะไร ในเมื่อมีซามูไรอยู่เป็นโขยง แหม... ของแบบนี้มันเรื่องธรรมดาของการเมืองครับ ต้องมีทั้งอาวุธแจ้ง อาวุธลับ ซามูไรเค้าก็มีเกียรติ มีจริยะของเค้า พวกเขาจะถือมั่นในสัตย์ จงรัก และตรงไปตรงมา จะให้มาทำลับๆล่อๆลอบเชือดใครก็เสียสัตยาบรรณทางการเมืองแย่ ไม่เหมือนนินจาที่ไม่มีเก้าอี้ เอ๊ย... จริยะค้ำคออยู่ ดังนั้นประวัติศาตร์หลายๆ หน้าของญี่ปุ่น จึงมีเรื่องราวของจารบุรุษนินจา ที่ถูกบงการอยู่เบื้องหลังโดยไดเมียว หรือ ซามูไรอยู่ไม่น้อย

ราวๆ ต้นศตวรรษที่ 17 (ค.ศ. 1608) โชกุนมีอำนาจมาก ปกครองแว่นแคว้นน้อยใหญ่ทั้งเกาะญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ บ้านเมืองเริ่มสงบปราศจากสงคราม เนื่องจากแผ่นดินเป็นปึกแผ่นแล้วนั่นเอง คราวนี้นักรบก็ตกงานน่ะสิครับ ซามูไรทั้งหลายที่เคยแต่โลดโผนกลางสมรภูมิ ก็ไม่รู้จะทำอะไรในช่วงบ้านเมืองสงบเช่นนี้ ทางการก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจ การปล่อยให้เสืออยู่อย่างแมว คือเอาแต่นอนทั้งวันคงไม่ดีแน่ เผลออาจมีเสือหลายๆ ตัวไม่พอใจคิดการใหญ่ขึ้นมา เรื่องก็คงจะยุ่งอยู่ไม่น้อย ดังนั้น ทางราชสำนักและรัฐบาล จึงส่งเสริมให้ซามูไร ไปทำอย่างอื่นทดแทน เช่น เป็นปราชญ์ เป็นกวี เป็นพ่อค้า สารพัด และเมื่อรัฐบาลบาคุฟุประกาศกฏหมายห้ามประชาชนพกดาบ ซามูไรก็ยิ่งบ้อท่าเข้าไปใหญ่ บทบาทของพวกเขาเริ่มหดลดไปเรื่อยๆ จนแทบจะหมดไปจากหน้าประวัติศาสตร์ นั่นก็รวมไปถึงนินจาด้วยล่ะครับ

กฏหมายอันเข้มงวดห้ามพกดาบ ยุบสำนักสอนวิชาดาบ และห้ามฝึกวิชานินจัตสึ ทำให้นินจาเริ่มลำบากมากขึ้น แต่ก็นั่นแหละครับ พวกเขาอยู่อย่างแฝงเร้นกันมานานนม เมื่ออยู่อย่างเปิดเผยไม่ได้ มุดลงไปใต้ดินไม่ให้ใครรู้มันจะไปเสียหายอะไร มีนินจาจำนวนมากผันตัวไปทำงานให้กับรัฐบาล และก็ยังทำอยู่จนถึงปัจจุบัน เชื่อไหมล่ะครับว่า สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นได้ฝึกนินจามืออาชีพเอาไว้ลอบสังหารนายพลผู้เกรียงไกร แม็ค อาร์เธอร์ แต่ก็ไม่สบโอกาส แม้ในปัจจุบัน วิชานินจาก็ยังมีสอนกันอยู่ในหมู่สายลับจำนวนมากมาย โดยเอาไปประยุกต์เข้าใช้กับวิชาของหน่วยสังหารสมัยใหม่ แม้แต่ซีไอเอก็ยังมีนินจาอยู่ในสังกัดด้วย นินจาไม่ได้อยู่รวมกันใครจะรู้ล่ะ จริงไหม?



นินจานั้นอยู่หนใด?
-------------------------------------------------------------------------------------
นินจาปรากฏกาย ณ แห่งหนตำบลใดบ้าง? คำตอบก็คือ พวกเขาอยู่ได้ทุกที่ เผยตัวออกมาได้ทุกเมื่อ และเร้นหลบฉากไปได้ทุกยามที่ต้องการ โดยที่ผู้คนยากจะจำแนกออก ทำไมน่ะหรือครับ?

ในยุคแห่งไดเมียวและซามูไรนั้น นินจาขึ้นชื่อว่าเป็นคมเขี้ยวแห่งความมืด ที่ใครๆ ต่างพากันยำเกรงที่สุด ผู้คนร่ำลือถึงกิตติศัพท์ความสามารถจนเกินจริง บางตำนานเล่าว่า นินจามีความสามารถเท่า"เทนงู" หรือเทพอีกานั่นเชียว ทว่าความสามารถของนินจามาจากการฝึกฝนเพียวๆ ครับ ไม่ได้อาศัยปาฏิหารย์อะไรมาปะปนแม้แต่น้อย มนตร์มายาอันเป็นตำนานของนินจาประการหนึ่งคือ การล่องหนหายตัว ซึ่งก็ไม่ได้สลายตัวเองเป็นอณูไปกับอากาศธาตุหรอกนะครับ เพียงแต่นินจา มีวิธีการตบตาผู้คน ให้คล้ายกับพวกเขาล่องหนได้ มันก็เท่านั้น

เครื่องแบบนินจา เก๋และสารพัดประโยชน์
เคล็ดลับแรกน่าจะอยู่ที่เสื้อผ้าครับ พวกเขามีเสื้อผ้าที่กลมกลืนกับธรรมชาติ หรือสภาพรอบด้าน เมื่ออยู่ในป่า บนกองดิน หรือกำแพงเมือง นินจาก็จะใช้เสื้อผ้าที่กลมกลืนเหล่านั้นมาพรางกาย ถึงคราวจำเป็นจริงๆ นินจาต้องห้อยโหนตัวอยู่บนต้นไม้นานนับวันๆ หรือขุดดินมุดลงซ่อนตัวบ้าง ดำน้ำอยู่ในสระบ้าง โดยอาศัยการหายใจผ่านปล้องไม้เล็กๆ อย่างที่เราเห็นกันในหนังน่านแล

บ้านและฐานที่มั่น สุดไฮเทค
บ้านและฐานที่มั่นของนินจาก็มีความสำคัญเช่นกัน ในศาสตร์แห่งนินจา มีสาระสำคัญว่าด้วยการสร้างบ้านเอาไว้มากมายครับ อย่างน้อย ต้องมั่นคงและปลอดภัยสำหรับการเร้นกายในยามสงบของนินจาได้ บ้านนินจา มีกลไกป้องกันภัยอยู่มากมาย เช่นการทำกระดิ่งเตือนภัยโดยร้อยกับเชือกเอาไว้ เมื่อศัตรูมาสะดุดเข้า นินจาก็จะรู้ได้ทันทีว่า ผู้ไร้เจตนาดีเข้ามาเยี่ยมเยือนถึงที่เสียแล้ว นอกจากนี้ก็มีอุโมงค์ ประตูกล กับดักอยู่สารพัด ที่เด็ดที่สุดและเล่ากันมามากที่สุดก็คือ ช่องลับสำหรับหลบหนีที่อยู่ใต้เตียงนอน (ห้องนอนน่ะครับ เพราะส่วนใหญ่นินจาไม่นอนเตียงกัน)

ท้ายที่สุด นินจายังมีวิชาที่สมัยใหม่เค้าเรียกว่า "การแทรกซึม" อยู่ ภาษานินจาคือ เฮนซึจัตสุ โดยการปลอมตัวในรูปแบบต่างๆ เข้าไปปะปนอยู่ในแนวหลังของศัตรู สมัยก่อน อาชีพที่นินจานิยมปลอมกันก็เช่น พ่อค้า นักละครเร่ ซึ่งพวกนี้มักเข้าๆ ออกๆ เมืองต่างๆ อยู่เสมอ จึงยากที่จะจับพิรุธหรือสืบสาวราวเรื่อง เคล็ดลับอีกประการก็คือ รู้จักใช้คุณลักษณะทางเพศมาหลอกล่อ ให้คนที่ใกล้ชิดตายใจ สามารถปะปนและล้วงความลับข่าวสารที่ต้องการได้อย่างไม่ยากเย็น



ประวัติของนินจา
-------------------------------------------------------------------------------------
หนังสือเกี่ยวกับนินจาหลายๆ เล่มกล่าวเอาไว้ใกล้เคียงกันว่า วิชานินจาถือกำเนิดมาจากจีนครับ ประมาณคริสศตวรรษที่ 6 ตรงกับราชวงศ์ถังของจีนพอดี ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ศาสนาพุทธกำลังรุ่งเรืองในแถบนี้ การแพร่หลายของศานาเป็นเหตุให้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเกิดขึ้น จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นในสมัยนั้น ก็เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทำนองเดียวกับพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย หรือ พระเจ้าถังไท้จงแห่งราชวงศ์ถัง พระองค์ได้ส่งศาสนทูตไปศึกษาดูงาน เอ๊ย.. เรียนรู้ และคัดลอกพระคัมภีร์ทางศาสนามาจากจีน

เหล่าศาสนทูตที่ไปศึกษาพระศาสนานั้น ไปแล้วก็ไม่ได้เรียนเฉพาะพระธรรมแต่อย่างเดียวนี่สิครับ แต่ยังเรียนวิชาความรู้อื่นๆ เช่น การปรุงยา ดาราศาสตร์ การก่อสร้าง และวิชาการต่อสู้ติดตัวมาด้วย เราๆ ท่านๆ คงจะคุ้นเคยกันดี กับภาพพระนักสู้จากวัดเสียวลิ้มยี่ของจีน เหล่าศานทูตได้ศึกษาซึมซับเอาวิทยายุทธอันลึกล้ำของจีนกลับมาด้วยไม่น้อย แต่อย่างว่าล่ะครับ วิทยายุทธประเภทลมปราณหรือกำลังภายใน มันเหลือความสามารถที่จะเรียนกันในระยะเวลาสั้นๆ เพาะต้องฝึกเพาะกันมาตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้นที่เหล่าพระญี่ปุ่นได้เรียนกัน ก็เป็นประเภทเพลงดาบ การใช้ศาสตรวุธ วิชาตัดช่องย่องเบาอื่นๆ แต่แค่นั้นก็เหลือเฟือแล้วล่ะครับ

เมื่อกลับมาถึงญี่ปุ่น วิชาเหล่านั้นก็ถูกสอนวนเวียนเฉพาะในวัดเท่านั้น ยังไม่ได้กระจายออกสู่โลกภายนอก แต่เหมือนชะตาบันดาล ญี่ปุ่นในสมัยนั้น เต็มไปด้วยสงครามแย่งชิงอำนาจ ในยุคปลาใหญ่กินปลาเล็กเช่นนี้ ผู้เดือดร้อนก็หนีไม่พ้นราษฎรตาดำๆ หรอกครับ ชาวบ้านชาวช่องมักถูกทางการและโจรผู้ร้ายข่มเหงเอาเป็นประจำ เดือดร้อนหลวงพี่ผู้มีหน้าที่สงเคราะห์!โลกต้องออกหน้ามาช่วยบ่อยๆ ด้วยเหตุที่ว่าพระก็ต้องอยู่ส่วนพระ ทางโลกกับทางธรรมข้องเกี่ยวกันมากนักก็ไม่ได้ พระเหล่านี้เลยสอนวิชาการ่อสู้ให้กับชาวบ้านเอาไว้เพื่อป้องกันตัวเสียบ้าง พระบางรูปก็ลาสิกขาบทจากพระศาสนา เพื่อละศีลปาณาปกป้องชาวบ้านตาดำๆ วิชานินจาเลยเริ่มแพร่หลายออกไปสู่โลกภายนอก แต่ตอนนั้นยังไม่เรียกนินจัตสึ และยังไม่มีนินจาครับ

ปัญหามันก็มีอยู่ว่า ชาวบ้านร้านถิ่นเรียนไปเฉพาะวิชาการต่อสู้น่ะสิครับ เรื่องขันติโสรัจจะ ธรรมะคือคุณากร อย่างที่หลวงพี่มีชาวบ้านหาได้มีไม่ ดังนั้นวิชาการป้องกันตัวจึงถูกดัดแปลงไปเป็นศาสตร์แขนงใหม่ ที่สามารถสังหารคู่ปรปักษ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ในช่วงนั้น นอกจากความขัดแย้งทางการเมืองแล้ว ข้อขัดแย้งระหว่างผู้นับถือพุทธและชินโตก็รุนแรงอยู่ไม่น้อย ในต้นศตวรรษที่ 12 ณ จังหวัดอิกะใกล้เกียวโตเมืองหลวงเก่า ได้มีการจัดตั้งสำนักสอนวิชานินจัตสึขึ้นแห่งแรก เป็นสำนักที่มีการสอนวิชานินจาครบวงจร และถือกันว่า นินจาสมบูรณ์แบบถือกำเนิดขึ้นจากที่นี่เป็นแห่งแรกครับ

ในสมัยเฮอันที่เกิดการต่อสู้ชิงอำนาจกันระหว่างตระกูลโฮโจเพื่อโค่นล้มราชสำนัก ตระกุลใหญ่ๆ เหล่านี้ต้องการนักฆ่ามืออาชีพที่ทำงานหาข่าวและลอบสังหารฝ่ายตรงข้าม ทำให้คนที่ฝึกวิชาการต่อสู้เป็นที่ต้องการสูงมาก และกลุ่มนินจาก็เริ่มต้นตั้งแต่บัดนั้น

โทงะคุเระ ริวได้กล่าวถึงนินจาในช่วงปลายยุคเฮอัน ไว้ว่านินจา ได้แบ่งออก เป็น 2 ฝ่ายหลัก คือ อิงะ และโคงะ ได้ร่วมต่อสู้กัน ซึ่งในนิยายหรือการ์ตูนจะกล่าวถึงการต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายนี้



นินจา ตามประวัติญี่ปุ่นโบราณแล้ว มีอยู่จริง
นินจาแบ่งออกได้สองประเภท
1. นินจารับจ้าง เหมือนทหารรับจ้างในปัจุบัน
2. นินจามีเจ้านาย เหมือนทหารสังกัดกองทัพ
นินจามักอาศัยกันเป็นกลุ่มน้อย มักอยู่ในหมู่บ้านในป่าเขาลึกลับ นินจาสมัยโบราณ แบ่งเป็นตระกุลใหญ่ได้เป้น4 ตระกุลด้วยกัน ฟูมะ อิกะ โคงะ อิงะ แต่ละตระกุลความสามารถไม่เหมือนกัน เช่น ฟูมะ รวดเร็วที่สุดใน4ตระกุล เป็นต้น แต่ละตระกุลจะแบ่งเป็นชนชั้นภายใน เช่น เจ้าบ้าน รองเจ้าบ้าน(2คน) ผู้เฒ่า(แล้วแต่ตระกุล) ลูกบ้าน เป็นต้นในทุกตระกุลเจ้าบ้านนั้นมีสิทธิขาดในการสั่งทุกอย่าง งานหลักๆของนินจา มีอยู่4อย่าง ลอบสังหาร ส่งสาร สอดแนม คุ้มครอง ขึ้นอยู่กับเจ้านายหรือผู้ว่าจ้างที่ต้องการให้กระทำ นินจาไม่เหมือนซามูไร ไม่มีศักดิ์ศรีแบบซามูไร การสู้นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องสุ้ตัวต่อตัว นินจาจะทำยังไงก็ได้เพื่อให้ประสบผลสำเร็จในภารกิจ การลอบสังหารของนินจามีหลายประเภท เช่นคุโนอิจิ(นินจาที่เป็นผู้หญิง) ส่วนมากจะใช้ตัวเองล่อประเภท เกอิชา(ร่างกายคืออาวุธ) การชมศิลปะของญี่ปุ่นส่วนมาก ผู้ที่ชม(หรือเป้าหมาย)จะอยู่คนเดียว(ถือศักดินาอยู่) จึงทำให้โอกาสสังหารมีมาก เป็นต้น
ในสมัยของ โนบุนากะปลายๆนั้น ได้เห็นนินจาสำคัญเป็นอย่างมากและหวาดกลัวนินจาเพราะความล่วงรู้ถึงความสามารถของนินจา(โนบุนากะเองก้ใช้นินจาของตระกุล โคกะอยู่ ไดเมียวแต่ละท่านจะทำสัญญาญกับนินจาเป็นตระกุลเดียวเท่านั้น) จึงได้ทำการกวาดล้างนินจา ทุกหมุ่บ้านเกิดขึ้น จนปจุจบันไม่มีนินจาเหลืออยู่ในญี่ปุ่นอีกต่อไปแล้ว(เพราะเหตุการณ์ครั้งนันของโนบุนากะฆ่าล้างตระกุล)
สมัยนี้มีรึเปล่ามะแน่จัยอ่ะ แต่ดาบซามูไร ยังมีเลย นินจาก้นาจะมีได้ ดูอย่างเฉิงหลงดิ เหมือนนินจาเรย อิอิ กระโดดไปนูนไปนี่ใช่ม่ะ เพราะฉะนั้นตัวจริงก้น่าจามีอ่ะมั้ง(เดา) แต่ จำได้ว่าเค้ามีกฏหมายห้ามมีนินจา ด้วย่น่ะ จำไม่ได้ว่าสมัยไหน น่าจะหลังๆ เหตุการณ์ ก่อกฏของเหล่าซามูไรอ่ะ ถ้าจำไม่ผิด(ลืม)



นินจา อิงะ และ โคกะ
ในยุคเซนโกกุ อันเป็นยุคแห่งการชิงอำนาจของไดเมียวผู้ยิ่งยง โอดะ โนบุนางะ, โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ และ โตกุกาว่า อิเอยาสึ นั้น นินจาได้เข้ามีบทบาทเป็นเงาอยู่เบื้องหลังการชิงอำนาจในครั้งนี้ เมื่อปี 1603 ที่โตกุกาว่า อิเอยาสึ ได้ขึ้นสู่อำนาจเป็นโชกุน หลังจากเผด็จศึกที่สมรภูมิเซกิกาฮาราได้ อาจกล่าวได้ว่า บทบาทของนินจาก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด ณ สงครามครั้งนี้เอง มีบันทึกอย่างเป็นทางการในประวัติศาสตร์เอาไว้หลายเล่ม เช่น บันทึก "โฮโด โกไดคิ" ของตระกูล "โฮโจ" และ "อิรันกิ " ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของจังหวัดอิงะ ล้วนกล่าวถึงบทบาทสำคัญๆ ของนินจาเอาไว้อย่างชัดเจนครับว่า พวกเขา มีความสำคัญและชี้ชะตาคู่สงครามได้อย่างไร

ลอบเร้นจารกรรม สอดแนม และสังหาร
นินจาขึ้นชื่อด้านการทำจารกรรม การลอบเข้าปราสาทของข้าศึกโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันรู้ตัว อย่างที่เราเคยเห็นในหนังนั้นก็มีเยอะแยะเคยดูกานป่ะ พรางกายด้วยผ้าลายกำแพงเอย มุดอยู่ในสระโดยหายใจด้วยปล้องไม้ไผ่เอย นินจามักใช้กลยุทธในการลอบเข้าปราสาทหรือค่ายแม่ทัพของข้าศึก ทีละคนละคน รอจนรวมกำลังครบชุดพวกเขาจึงเปิดฉากโจมตีแบบไม่ให้ข้าศึกรู้ตัว เป้าหมายก็มักเป็นไดเมียว ขุนนาง หรือแม่ทัพข้าศึกนั่นล่ะครับ นินจาที่ใช้วิธีนี้มักจะยินยอมสละแล้วซึ่งชีวิต ลงเปิดเผยตัวกลางดงดาบแบบนั้น โอกาสจะรอดกลับไปเห็นจะยากครับ ยุทธวิธีที่บ้าระห่ำแบบนี้มักใช้ได้ผลเสมอๆ จนเป็นที่ครั่นคร้ามของเหล่าไดเมียวไปตามๆ กัน แต่ก็บ่อยครั้ง ที่นินจาถูกทหารยามจับได้ และลงมือสังหารก่อนที่จะปฏิบัติการ (อยากไปเรียบ้างจังวิชาพรางกายด้วยผ้าลายกำแพงเปงยังไง มองไม่เหงเจิงๆเหอร- -")
นินจาที่มีชื่อที่สุด อยู่ที่หุบเขาอิงะ และโคงะ หรือปัจจุบันคือจังหวัดมิเอะนั่นเอง ปัจจุบันได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ในฐานะที่เป็น Original Homeland ของนินจา ในช่วงก่อนและหลังสงครามระหว่างสามผู้ยิ่งใหญ่ นินจาเฟื่องฟูจนถึงขีดสุด โอดะ โนบุนางะ เองก็ชุบเลี้ยงนินจาโคงะเอาไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งนินจาทั้งหลายมาหมดบทบาทเอาหลังกบฏชิมาวาระ รายละเอียดในส่วนนี้สนุกและยาวมาก...

เนื่องจากตามลักษณะของนินจาที่ได้ชื่อว่านินจาไม่เคยทิ้งร่องรอยอะไรไว้รวมถึงไม่กล่าวคุยโวเกี่ยวกับผลงานของตัวเอง ซึ่งทำให้ผลงานหรือชีวประวัติของนินจาถูกเก็บไว้เป็นความลับ ซึ่งเป็นการยากที่จะหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนินจา ในตำนานหนึ่งได้มีการกล่าวถึงมินาโมโตะ โนะ โยชิซึเนะ ว่าได้มีเทนงูมาสอนวิชามินาโมโตะ โนะ โยชิซึเนะเพื่อฝึกฝนเป็นนินจา โดยในประวัติศาสตร์ได้มีกล่าวไว้ว่ามีพระชาวจีนรูปหนึ่งมาสอนเกี่ยวกับตำราพิชัยสงครามให้ แก่มินาโมโตะ โนะ โยชิซึเนะ

นินจา นักฆ่าซัดอาวุธดาวกระจายที่โด่งดังในภาพยนตร์ญี่ปุ่นนั้น เดิมทีไม่ใช่มีภาพเช่นนั้น เชื่อกันว่า นินจาเป็นศิลปะการต่อสู้ที่ฝึกฝนในกลุ่มนักบวช ที่เผยแพร่จากจีนมาญี่ปุ่นในช่วงเผยแผ่ศาสนาราวปีค.ศ.522 กลุ่มนักบวชเหล่านี้ไม่ใช้วิชาการต่อสู้เพื่อความรุนแรง จนกระทั่งปีค.ศ. 645 ที่ฝ่ายสงฆ์เริ่มนำวิชาการต่อสู้นี้มาใช้ หลังจากถูกกดขี่บีบคั้นจากรัฐบาลกลางให้ปกป้องตนเอง

นินจานั้นฝึกกันยากมากมายขนาดไหน ปัจจุบันนั้นก็ยังเป็นปริศนาอยู่ เพราะสำนักนินจาที่มีในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นนินจาพันธุ์ทาง ที่แปลงตัวเองมาเป็นศิลปการต่อสู้แขนงหนึ่ง ไม่ใช่วิชาสังหารเหมือนดังอดีตเสียแล้ว จากหลักฐานและคำบอกเล่าเท่าที่มี วิชาหลักๆที่นินจาต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรกก็คือ การฟังเสียง และการทำตัวให้เข้ากับความมืดครับ



ทำไมจึงต้องทำตัวให้เข้ากับความมืด?
แน่นอนครับ นินจามีภารกิจหลักคือการเร้นกายเข้าสังหารเป้าหมาย การจะกระโตกกระตากบุกเดี่ยวกลางดงโจรเหมือนที่ อาจารย์ หวงเฟยหง แห่งฝอซานทำนั้น นินจาทำไม่เป็นแน่ๆ การฟังเสียงของนินจานั้นเป้นเพียงเสี้ยวเล็กๆของการฝึกฝนกายและใจ โดยจะต้องฝึกกันมาตั้งแต่เล็กๆ เพื่อให้สายตาชินกับความมืด ชินกับความเงียบ รู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์ จนกระทั่งเติบโตกลายเป็นนินจา คมเขี้ยวแห่งความมืดที่สมบูรณ์เมื่อเติบโตขึ้น

นอกจากโสตประสาท นินจายังต้องฝึกการเคลื่อนไหว การเดินเหินย่างเหยาะ ซึ่งจะมีประโยชน์ในการหลบหนีข้าศึกที่ติดตามมา หรือแม้กระทั่งการไต่กำแพงแบบสบายๆ เหมือนกับเดินทอดน่องบนฟุตบาทเสียอย่างนั้น นินจามีฝีเท้าที่เบาหวิว พวกเขาสามารถเดินบนหิมะโดยที่แทบไม่เกิดรอยเท้า โดยอาศัยการฝึกจากการเดินเหยียบกระดาษบางเปียกๆ โดยไม่ให้เกิดรอยเท้าบนนั้น

กำลังแขนขาก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนินจาเหมือนกันครับ โดยมีไว้ห้อยโหน แนบตัวกับผนังกำแพง โดยใช้มือทั้งสองข้างดันผนังเหยียดตรง ซึ่งตรงนี้ก็ต้องใช้กำลังของข้อต่อมาช่วยอีกทีนึง เชื่อหรือไม่ว่า นินจามีวิธีการฝึกการดัดข้อต่อมาอย่างดี สามารถบิดโค้ง หรือพับได้ในลักษณะที่ไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์จะทำได้ นี่กระมังครับ เป็นอีกเคล็ดลับหนึ่งที่ทำให้นินจาสามารถ"ล่องหน" ได้ อันว่าการล่องหนนี้ ไม่น่าจะใช่การหายตัวไปจริงๆ แต่น่าจะขดหรือม้วนอยู่แบบกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม จนทำให้ศัตรูนึกว่านินจาหายตัวไปแล้วเสียมากกว่า

วิชาล่องหนจากการพันธนาการก็เหมือนกันครับ เคล็ดลับก็คือการบิดข้อต่อหัวไหล่ให้หลุดจากเชือกที่มัดเอาไว้ โดยการทำให้มันหย่อนแล้วแก้มัดตัวเอง การดัดข้อต่อนี้ยังมีประโยชน์ในการ"แกล้งตาย" อีกด้วย กล่าวคือ หากนินจากลั้นหายใจและนอนในสภาพคอเอียงเค้เก้ แขนบิดไปทางขาบิดไปทาง ใครจะมามัวสงสัยล่ะครับ ว่าเจ้านั่นยังอยู่หรือตายเพราะสภาพแบบนั้น รอดได้ก็บุญโข เมื่อคล้อยหลังศัตรูไป นินจาตัวดีก็กลับมาเดินปร๋อเหมือนซอมบี้ในไบโอ ฮาซาร์ดยังไงยังงั้นเลยแหละ

นินจากินอะไรถึงได้เก่งนัก?
นั่นสิครับ เคล็ดลับของนินจาอยู่ที่อาหารหรือเปล่าหนอ พวกเขากินอะไรทำไมถึงได้เก่งกาจเกินคนกันนัก คำตอบก็คือเปล่าเลย นินจาไม่ได้กินอาหารพิสดารต่างจากมนุษย์หรอก พวกเขาไม่มีบ๊วยเค็มที่กินแล้วกลายเป็นซูเปอร์แมนปากจู๋ หรือผักขมแบบที่กลาสีกล้ามโตป๊อบอายกินเข้าไป นินจาก็กินอาหารเหมือนมนุษย์เดินดินทั่วไปนี่แล...

นินจาสมัยใหม่ อาจมีอาหารแค็ปซูลพกเหมือนหน่วยรบพิเศษ แต่ที่แน่ๆ นินจาไม่นิยมพกน้ำครับ เพราะเป็นตัวถ่วงน้ำหนักอย่างร้ายกาจ ของที่ใช้แก้กระหายของนินจามาแต่โบร่ำโบราณได้แก่ ผงเป๊บเปอร์มินท์ หรือเมล็ดงา บางตำรับก็คั้นน้ำมันผักชนิดหนึ่งมาทาไว้ที่รูจมูก และนิยมกินผักป่า เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามิน ที่ใช้บำรุงสายตาของนินจาเค้า

ไม่เพียงแต่ฝึกร่างกายเท่านั้น นินจายังต้องฝึกความพร้อมทางจิตใจอีกต่อหนึ่ง เพื่อให้กลายเป็นเครื่องจักรสังหารสมบูรณ์แบบ เราอาจอนุมานว่า มันเป็น ESP ประเภทหนึ่ง เพราะคำร่ำลือแต่โบราณกล่าวกันว่า นินจาเหมือนพวกที่มีพรายกระซิบครับ พวกเขาสามารถคาดการณ์ล่วงหน้า หรือมีลางสังหรณ์ที่แม่นยำราวกับตาเห็น สามารถสะกดจิต หรือ แค่จ้องตา ผู้ถูกจ้องก็อ่อนระทวยเหมือนกบเขียดที่ถูกงูสะกด จะว่าไปมันก็เป็นหลักทางจิตวิทยาอย่างหนึ่ง แม้จะไม่มีคำอธิบายที่แจ่มชัด แต่คำบอกเล่าที่สอนกันมาในหมู่นินจาก็คือ "จิต คือผนึกแห่งเอกภพ เป็นความจริงแท้ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการทางจิตใจ เป็นสิ่งที่กลั่นกรองผ่านกระบวนการทางจิตใจ แล้วซึมซาบสู่การรับรู้ทางอินทรีย์"

ที่แน่ๆ นินจามักไม่สะทกสะท้านต่อความตาย เพราะพวกเขาถือว่า ชีวิตมีค่าเท่ากับศูนย์ หากรอดก็ได้กำไร ถ้าตายก็เสมอตัว ความตายเป็นเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยกับพวกเขา การทำใจสำหรับวันตายของนินจาเป็นสิ่งจำเป็น เพราะวันนั้นของพวกเขาจะมาก่อนคนอื่นอีกมากนัก เกิดเป็นนินจา จะโดนกับดักในปราสาท หรือโดนซามูไรฟันหัวแบะเมื่อไหร่ก็ไม่อาจตรัสรู้ได้ การทำใจกับความตาย จึงเป็นเรื่องธรรมดาของนินจาทุกรูปทุกนาม อุปมาเหมือนเล่นเน็ต ระวังยังไงก็ต้องมีวันโดนไวรัสเข้าจนได้นั่นแล...

ประกอบอิง - พลังจากฝ่ามือ
โอ๊ะ โอว... ยังกะท่าของคุจากุเลยใช่ไหมล่ะครับ? เปล่าหรอกครับ นี่คือหัวใจของการฝึกและชีวิตของนินจาเลยทีเดียว การฝึกจิตยังไงล่ะครับ เพราะลำพังแค่ความแข็งแกร่งทางร่างกายอย่างเดียวไม่พอแน่ นินจาที่แท้จริงจำต้องเรียนลึกไปถึงสภาพภายในจิตใจของตนเอง รวมทั้งแก่นแท้ของสรรพสิ่งรอบข้าง ว่าง่ายๆก็คือจิตวิญญาณแห่งสรรพสิ่งนั่นเอง เพราะเมื่อรู้จักพลังและความสัมพันธ์แห่งที่มาของพลังแล้ว นินจาจึงสามารถดึงพลังจากสิ่งรอบข้างมาใช้ได้ โดยไม่เกิดอันตรายกับตนเอง การฝึกของนินจาที่เราอาจจะเคยเห็นในหนังบ่อยๆ นั่นก็คือการประกบ อิง - มือ หรือ คุจิ-อิง ซึ่งการประสานมือนี้เชื่อกันว่า เป็นการโอบล้อมให้เกิดพลัง โดยลักษณะการประกบมือนี้ คาดว่าน่าจะมีอิทธิพลมาจากจีนและธิเบตครับ ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ (ชิ-ซุย-ฟุ-กะ) (ญี่ปุ่นอิงศาสนาไปทางธรรมชาติ)

นินจาเชื่อกันว่า ท่าประสานนิ้วนี้ เมื่อผู้ใช้ตั้งมั่นอยู่ในสมาธิอันแน่วแน่ จะสามารถบังคับการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ สภาพบรรยากาศอันกดดัน และผนึกสมาธิให้ตั้งมั่นได้อย่างสูงสุด อันนี้ก็ไม่รู้ว่า จะสามารถล่องหนปล่อยไฟได้เหมือนในหนังมั๊ยนะครับ เพราะยังไม่เคยลอง อนึ่ง รากฐานของการประสานมือนี้ ถูกผนึกเข้ากับการกำหนดลมหายใจ ตามแบบวิปัสนาพุทธด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ที่ดูหนังหรืออ่านการ์ตูนแล้วเห็นนินจาทำท่านี้ล่ะก็ เค้าไม่ได้สวดมนตร์หรอกครับ แค่ผนึกสมาธิ นายจะปล่อยพลังก้อนโตๆออกมาระเบิดศิลาเป็นผงนั้น เป็นไข่และสีสันจากผู้สร้างเสียมากกว่า น้องๆ ที่กำลังจะเอนท์ จำไปไว้ใช้ก่อนอ่านหนังสือก็คงไม่เลวดอกนะครับ



ในยุคคามะคุระ ได้มีประวัติศาสตร์กล่าวไว้ถึง คุสุโนะกิ มาซาชิเงะ ได้ใช้เทคนิคในการรบซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับวิชานินจา ต่อมาในช่วง ยุคเซนโงกุ(หรือที่รู้จักกันว่าเป็นยุคสงคราม) ไดเมียวที่มีชื่อเสียงทุกคนมีนินจาอยู่ภายใต้การปกครองสำหรับการเป็นสปายแอบสืบข้อมูลของฝ่ายตรงข้าม ในยุคสงครามการรู้ข้อมูลและแผนการของฝ่ายข้าศึก จะทำให้มีชัยชนะเหนือกว่า ไดเมียวบางคนได้ถูกกล่าวว่าเป็นนินจาเอง ซานาดะ ยูคิมูระ หัวหน้ากลุ่มซานาดะ ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มนินจา หลังจากที่ซานาดะ ยูคิมูระนำกลุ่มทหารเพียง 3,000 คนปกป้องปราสาท สู้กับกองทัพ 50,000 คนของโทกุงาวะ ฮิเดทาดะ

ในยุคเดียวกัน โทกุงาวะ อิเอยาสุ ได้มีการใช้นินจา จนท้ายที่สุดได้ชนะสงครามและตั้งตัวเป็นโชกุนของประเทศญี่ปุ่น มีการกล่าวถึงผลงานกลุ่มนินจา นำโดยฮัตโตริ ฮันโซ หัวหน้ากลุ่มนินจาฝ่ายอิงะ เป็นผู้นำทางให้อิเอยาสุหลบหนีออกมาในช่องเขานาระภายหลังจากที่ลอบโจมตีทัพของ โอดะ โนบุนากะ สงครามครั้งสุดท้ายที่มีการกล่าวถึงนินจา ในช่วงยุคของโชกุนโทกุงาวะ คือสงครามกลางเมืองที่ชิมาบาระ ของกลุ่มชาวนาที่โกรธแค้นฝ่ายรัฐบาลที่เรียกเก็บภาษีแพง เมื่อสิ้นสุดสงครามนินจาเริ่มหมดหน้าที่ โดยนินจาบางคนได้มาเป็นโอนิวะบันชู กลุ่มรักษาความปลอดภัยของปราสาทเอโดะ ทำหน้าที่ปกป้องผู้ร้ายและขณะเดียวกันก็แอบสืบข้อมูลของไดเมียวคนอื่น นินจาคนอื่นจะเก็บตัวปลอมปนกับชาวนาโดยยังคงฝึกฝนตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อพร้อมที่จะได้ใช้วิชานินจาที่อาจจะมีสงครามเกิดขึ้น ในช่วงยุค 200 ปีหลังจากของตระกูลโทกุงาวะ ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดเกิดขึ้น ทำให้ไม่มีการสืบต่อวิชานินจา โดยมีการสืบต่อผ่านทางปากต่อปากและคนสนิทเท่านั้น

ในยุคเอโดะ นินจาได้เป็นที่นิยมในหนังสือและการแสดง วิชานินจาต่างๆ รวมทั้ง การล่องหน การกระโดดสูง การท่องมนต์นินจา และการเรียกกบยักษ์มาช่วยต่อสู้ ถูกสร้างขึ้นในยุคนี้สำหรับใช้ประกอบในการแสดง เพื่อความบันเทิง



อาวุธของนินจา
-------------------------------------------------------------------------------------
อาวุธของนินจามีลักษณะเป็นอาวุธที่ซ่อนไว้ รวมถึง
ชูริเคน "ดาวกระจาย" (อาวุธที่โด่งดัง)
คุไน "มีดปลายแหลม2คม" (มีตั้งแต่ขนาดเล็กเท่ามีดปลอกผลไม้ จนถึงยาวเป็นสอก)
โบะ "กระบอง" (ที่สามารถ ถอดประกอบได้)
นินจาเคน "ดาบนินจา" (ซึ่งเล็กกว่าคะตานะ "ดาบยาว" แต่ใหญ่กว่าวากิซาชิ "ดาบขนาดกลาง" )

~ฯลฯ~

นินจาเชี่ยวชาญในอาวุธหลายๆ ประเภท สารพัดชนิดที่จะคิดขึ้นมา นั่นก็เพราะภารกิจหลักของนินจาคือ แฝงเร้น-สังหาร-ถอนตัว ครั้งจะแบกดาบดุ้นเบ้อเริ่มเข้าไปโต้งๆ แบบซามูไร มันก็ออกจะเอิกเกริกเกินควร อาวุธของนินจาจึงมาในแนวคิดที่ว่า จิ๋ว-เล็ก-เงียบ และสารพัดประโยชน์ครับ อาวุธแต่ละอย่างต้องสามารถพกพาได้สะดวก แบบว่าพกแพ็คเป็นแพ็คไว้ได้ในคราวเดียว อาวุธเหล่านี้ ก็เช่น ธนู กริช มีด โซ่ติดเคียว ระเบิดควัน ลูกดอก รวมทั้งแม่แบบแห่งอาวุธของนินจา นั่นก็คือดาบ โดยดาบของนินจา จะแตกต่างจากดาบซามูไรค่อนข้างมาก เล่มเล็ก บางเรียว แต่คม..สั้น เน้นการแทงเป็นหลัก ประมาณว่า พอลอบเข้าไปในปราสาทศัตรู สามารถชักออกมาเชือดยามหรือหน่วยระวังภัยที่พบเห็นได้ โดยไม่เป็นที่เอิกเกริก ลองนึกภาพนินจาที่สะพายดาบเล่มโตเท่าตาคลาวด์ แห่ง Final7 หรือ นายกัซจาก Berserk สิครับ ดูจืดซะเมื่อไหร่กัน และก็เพราะอาวุธส่วนใหญ่ของนินจาไม่ใช่อาวุธหนักที่ใช้ปะทะตรงๆ เมื่อเจอกองระวังภัยของศัตรู นินจาจึงต้องมีอาวุธเสริมสำหรับช่วยในการหลบหนี เช่น ปาระเบิด วางเรือใบบก เป็นต้นครับ
อาวุธนินจาสารพัดแบบ จะเรียก Ninja Utilities ดีไหมนะ?



อาวุธที่โด่งดังที่สุดของนินจาน่าจะเป็น ชูริเคน หรือบ้านเราเรียกดาวกระจายครับ เครื่องหมายการค้าของเค้าว่างั้นเหอะ จุดประสงค์ของการใช้ชูริเคนนี้ ใช้ในการสกัดกั้นการเคลื่อไหว การหนี-ติดตาม ของศัตรู มากกว่าจะใช้เป็นอาวุธหลักในการสังหาร รัศมีทำการขึ้นอยู่กับพลังข้อมือรวมทั้งการฝึกฝน ถ้าแม่นหน่อยก็เข้าหน้าผากทีเดียวจอดสนิท นอกนั้นก็มีพวกเหล็กแหลม เข็ม ลูกดอกยาวที่เอาไว้ใช้เป่า ส่วนใหญ่อาวุธพวกนี้ต้องเคลือบยาพิษบ้าง ยาชาบ้างเอาไว้ เพราะพิษสงของมันหาได้ทำให้ตายใน Hit เดียวไม่ (ยกเว้นจะปาชูริเคนแบบ 18 Hit-Combo ซึ่งไม่ง่ายนัก)

นินจาที่เก่งสารพัดของเรานี้ ถ้าจะให้สรุปว่าอย่างไหนของนินจาน่ากลัวที่สุด ก็ต้องขอตอบว่า "พิษ" ล่ะครับ เพราะการโจมตีซึ่งๆ หน้าระวังง่าย การใช้พิษร้ายสิระวังยาก นินจาจะมีความชำนาญเกี่ยวกับยามากเป็นพิเศษ ทั้งชนิดและปริมาณ กะได้ว่าใช้ขนาดแล้วอัมพาตกิน สลบ หรือตายไปเลย พิษที่พวกนินจาใช้ ส่วนใหญ่จะสกัดมาจาก!ที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น แมลงป่อง ปลาปักเป้า พิษงู ซึ่งอันนี้จะมีผลมากเวลาซึมเข้าบาดแผล นินจาจึงมักใช้อาบอาวุธของตน

ยังมีพิษอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งได้ผลดีเมื่อศัตรูกินเข้าไป นั่นคือพิษจากพืชชนิดต่างๆ นับว่าเป็นภูมิปัญญานินจาทีเดียวล่ะครับ ที่รู้จักสกัดสารซึ่งวงการแพทย์เพิ่งรู้จักมาเมื่อไม่กี่สิบปีนี้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น เมล็ดของแอปเปิล พลัม แอลมอนด์ บางทีก็ใบมะเขือเทศ ที่ยอดนิยมที่สุดก็พิษจากเห็ดตระผมลต่างๆ นอกจากนี้ นินจายังมีวิชาพิเศษที่เรียกว่า "อาเทมิ" หรือการย้ำจุด เป็นการใช้พิษแต้มเข้าไปที่จุดเฉพาะบางจุดของร่างกาย อาจเป้นการสัมผัส หรือการจี้

เข็มพิษยังเป็นอาวุธโปรดปรานของบรรดาคุโนอิชิ หรือ นินจาสาว อ๊ะ... อย่าเพิ่งทำตาโตนะครับ นินจาก็มีผู้หญิงเหมือนกัน เป็นจารสตรีที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เฉพาะอย่าง เมื่อถึงเวลา พวกเธอจะทำการสังหารเหยื่อโดยใช้เข็มอาบยาพิษขนาดเล็ก เนื่องจากเมื่อจิ้มเหยื่อไปแล้ว สามารถดึงออกมาได้อย่างไร้ร่องรอย เพราะไม่มีบาดแผลขนาดใหญ่ปรากฏ ว่ากันว่านินจาในปัจจุบัน มีอาวุธไฮเทคขนาดเล็ก เช่นปากกาที่ยิงกระสุนแรงอัดสูง กระดุม ต่างหูที่ปาไประเบิดบึ้ม หรืออะไรต่อมิอะไรที่ เจมส์ บอนด์ ยังอายอยู่ด้วย นินจาเหล่านี้ปัจจุบันสังกัดหน่วยข่าวกรองแห่งชาติของญี่ปุ่น เท็จจริงอย่างไรคงต้องหาข้อพิสูจน์กันเอาเอง


Xzidit' ผู้เรียบเรียงจากหลายๆแหล่งข้อมูล ไม่ใช่ว่าไม่มี่ มารยาท ที่ไม่ให้ เครดิต แต่มันมากจนไม่รู้จะให้ยังไงหมด เอาเป็นว่าถ้าผมไปเอาข้อความ หรือบทความของใครมาแล้วเจ้าของเข้ามาอ่านเจอก็ทิ้งชื่อเอาไว้เองละกันนะ (ส่วนใหญ่มาจากวิกิ)



Link
ชิโนบิไคนินจุตสุ
บูจินกัน บูโด ไทจุสสุ
เกนบูคัน นินโป ไทจุทสุ
อยากทำอะไรก็ทำ แล้วตายๆไปซะ
แก้ไขล่าสุด Xzidit เมื่อ 2009-9-24 17:35

เพิ่มเติม


คุโนะอิจิ
-------------------------------------------------------------------------------------
คุโนะอิจิ (「くノ一」, Kunoichi, くノ一?) คือ นินจาหญิง มีหน้าที่หลัก คือ หาข่าวสารและลอบสังหาร การฝึกฝนของคุโนะอิจิจะเน้นการใช้ยาพิษ การปลอมตัว ศิลปะการแสดง และการใช้เสน่ห์ให้เป็นประโยชน์ เพื่อล้วงความลับหรือจัดการกับเป้าหมาย

ที่มาของคำว่าคุโนะอิจิ
-------------------------------------------------------------------------------------
คำว่า "คุโนะอิจิ" มาจากภาษาญี่ปุ่นเขียนด้วยตัวอักษรคันจิคำว่า ผู้หญิง (女) โดยเรียงตามลำดับการเขียนว่า คุ (く) โนะ (ノ) และ อิจิ (一) โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า คำว่าคุโนะอิจิ ใช้ตัวอักษรคนละระบบในการเขียน โดย คุ เป็นตัวอักษรฮิรางานะ โนะ เป็นตัวอักษรคะตาคะนะ และ อิจิ เป็นตัวอักษรคันจิ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ในคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นทั่วไปจะไม่มีการใช้ตัวอักษร 3 ระบบเขียนพร้อมกันในคำๆเดียว



ประวัติของคุโนะอิจิ
-------------------------------------------------------------------------------------
คุโนะอิจิซึ่งใช้เรียกนินจาเพศหญิงมีความหมายว่า บุคคลที่มีพรสวรรค์ทั้งเก้าประการ (nine talents in one person) แต่ไม่มีหลักฐานใดกล่าวถึงรายละเอียดของพรสวรรค์เก้าประการว่ามีอะไรบ้าง

สิ่งที่คุโนะอิจิต่างไปจากภาพพจน์ที่ปรากฏในสื่อบันเทิงนั้นคือเรื่องของรูปแบบทักษะที่ได้รับการฝึกฝน โดยคุโนะอิจิตัวจริงจะฝึกฝนทักษะ ซึ่งเน้นไปที่การปลอมแปลงรูปโฉม การใช้ยาพิษ รวมไปถึงการใช้เสน่ห์ของเพศหญิงให้เกิดประโยชน์ โดยคุโนะอิจิมักปลอมแปลงรูปโฉมเป็นเกอิชา, โสเภณี, นางรำ, นักแสดง หรือหมอดู ทั้งนี้เพื่อหาโอกาสเข้าใกล้เป้าหมายให้มากที่สุด

ผู้คนมักเข้าใจผิดว่าคุโนะอิจิมักจะยั่วยวนเหยื่อด้วยเสน่ห์หญิงเพื่อหาทางเข้าใกล้เป้าหมาย แต่ในความเป็นจริงแล้วคุโนะอิจิมักปลอมตัวเป็นคนรับใช้ตามบ้านเพื่อรวบรวมข่าวสารจากเจ้าของบ้านซึ่งมักเป็นซามูไรคนสำคัญ

คุโนะอิจิทุกนางล้วนได้รับการฝึกฝนการต่อสู้ประชิดตัวมาเป็นอย่างดี แต่พวกเธอจะใช้ทักษะเหล่านี้ เมื่อถึงคราวจำเป็นเท่านั้น ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นกรณีที่ถูกจับได้และต้องหาทางหนี นอกจากนี้คุโนะอิจิยังพกอาวุธอีกด้วย พวกเธอมักจะซ่อนอาวุธไว้ในเสื้อผ้าที่เธอปลอมแปลงโฉม เช่น เข็มพิษซ่อนไว้ตามมวยผม หรือซ่อนมีดสั้นไว้ในแขนเสื้อ



นินจุตสุ
-------------------------------------------------------------------------------------
นินจัตสึ (คันจิ: 忍術, โรมะจิ: Ninjutsu) ในภาษาไทยมีการเรียกหลายชื่อตั้งแต่ นินจุตสุ นินจุตสึ นินจัตสึ)

คำอ่านตามภาษาญี่ปุ่นที่ถูกต้องคือ nin นิน , ju จุ , tsu สึ

มีความหมายถึง วิชาการต่อสู้ของนินจา เป็นวิชาการต่อสู้โบราญของญี่ปุ่น มีประวัติไม่แน่นอน แต่คาดกันว่ามีมวยที่ถูกนำมาจากเมืองจีนโดยพระที่จารึกแสวงบุญ และเมื่อได้เข้ามาในญี่ปุ่นก็ถูกปรับเปลี่ยนไปตามประเพณีและวัฒนธรรมญี่ปุ่น ในอดีตมีสำนักของนินจุตสึอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่นกว่า 20 สำนัก กลุ่มของนินจาที่โด่งดังของญี่ปุ่นในอดีตได้แก่ อิกะ โคกะ ฟูกะ แต่หลังจากถูกกวาดล้างจากสงครามของโอดะ โนบุนากะทีให้วิชาจำนวนมากหายสาบสูญไป ในบางช่วงของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นวิชานินจุตสึถูกสั่งห้ามไม่ให้ฝึก ทำให้คนรู้จักวิชานี้หลงเหลืออยู่น้อยมาก



สำนักและการสืบทอด
-------------------------------------------------------------------------------------
ปัจจุบัน มีนินจุตสุเพียงสามสายวิชาที่คงเหลืออยู่ได้แก่ โตกาคุเระ ริว นินโป (Togakure-ryu Ninpo), เกียวคุชิน ริว นินโป (Gyokushin-ryu Ninpo) และ คุโมกาคุเระ ริว นินโป (Kumogakure-ryu Ninpo) โดยที่สามวิชามีการสืบทอดโดยตรงสู่ปรมาจารย์ มะซากิ ฮัตซึมิ เจ้าสำนักบูจินกัน ปัจจุบันสำนักที่มีการสอนนินจุสสุโดยแยกตัวมาจากสำนักบูจินกันเพิ่มอีกสองสำนัก ทำให้มีโรงฝึกนินจุสสุที่เชื่อถือได้สามสำนัก ได้แก่

บูจินกัน
มีผู้สืบทอดคือ มะซากิ ฮัตซึมิ เป็นผู้สืบทอดความเป็นเจ้าสำนักลำดับที่ 34 ของ โตกะกุเระริว นินโป
โดยได้รับสืบทอดจาก ทากามัสสึ โทชิสุกุ ซึ่งได้ชื่อเป็นนินจาที่แท้จริงคนสุดท้าย

เกนบูกัน
ถูกก่อตั้งมาในปี 1984 โดยโชโต้ ทาเนมูระ อดีตลูกศิษย์ของ มาซึอะกิ ฮะซึมิ ได้ออกจากบูจินกันเมื่ออยู่ในระดับสายดำขั้นที่แปด
ต่อมาได้เข้าฝึกกับลูกศิษย์บางคนของ ทากามัสสึ โทชิสุกุ และ ก่อตั้ง เกนบูกันขึ้น

จิเนนกัน
ถูกก่อตั้งมาในปี 1996 โดย ฟุมิโอะ มานากะ อดีตลูกศิษย์ของ มาซึอะกิ ฮะซึมิ แยกตัวเปิดสำนักของตัวเองเมื่อปี 1996



ทักษะการต่อสู้ 18 ประการ
-------------------------------------------------------------------------------------
ทักษะการต่อสู้ 18 ประการของนินจัตสึ ได้แก่ : -
Seishin-teki kyōkō (จิตวิญญาณ ref)
Bōjutsu (การใช้ท่อนไม้และพลอง)
Shurikenjutsu (การปาดาวกระจาย)
Sōjutsu (การใช้หอก)
Naginatajutsu (naginata fighting)
Kusarigamajutsu (kusarigama fighting)
Kayakujutsu (pyrotechnics และ ระเบิด)
Hensōjutsu (disguise และ impersonation)
Shinobi-iri (ความแกร่ง และ entering methods)
Bajutsu (การขี่ม้า)
Sui-ren (ฝึกการเคลื่อนที่ในน้ำและเหนือผิวน้ำ)
Bōryaku (กลยุทธ)
Chōhō (espionage)
Intonjutsu (ศิลปะแห่งการหนี และ concealment)
Tenmon (meteorology)
Chi-mon (การใช้ประโยชน์ทางด้านภูมิศาสตร์)
Taijutsu (Unarmed Combat)
Kenjutsu (การใช้ดาบ)



ซามูไร (Samurai)
-------------------------------------------------------------------------------------
หมายความว่า ผู้รับใช้
ดาบที่อยู่ในญี่ปุ่นมักไม่เรียกว่า ดาบซามูไร คนต่างประเทศเท่านั้นที่จะเรียกดาบญี่ปุ่นว่า ดาบซามูไร
ซามูไร เป็นชื่อเรียกของนักรบ หรือเรียกง่ายๆ แบบของยุโรบว่า ฮัศวินลัทธิ "บูชิโด" สอนให ้เหล่าซามูไร ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ต่อหน้าที่ และจงรักภักดี ต่อเจ้านายของตน
ซามูไรถือว่า ความตายเป็นเรื่องเล็กน้อย ปรัชญาแห่งบูชิโด กล่าวไว้ว่า "ความตายเป็นสิ่งเบาบางยิ่งกว่าขนนก" ส่วนมาก คนญี่ปุ่นจะ เห็นศักดิ์ศรี เป็นหลัก ชีวิตเป็นรอง จะเห็น ตัวอย่างถึงทุกวันนี้ เรื่องที่ว่าญี่ปุ่นเป็นชาตินิยม
ว่ากันว่าดาบซามูไรนั้น คมมาก ดาบสามารถ ฟันคอขาดได้ เพียงครั้งเดียว บาดแผลที่ได้รับ จากดาบ จะเจ็บปวดมาก ซามูไร ยังต้องเรียนรู้ การใช้ดาบ อย่างช่ำชอง ว่องไว และคล่องแคล่ว ให้เปรียบเสมือน เป็นส่วนหนึ่งของ ร่างกาย จากความสามารถนี้เอง ทำให้ซามูไร เพียงคนเดียว สามารถสังหารศัตรู ที่รายล้อมตน กว่าสิบคน ได้ภายในชั่วพริบตา ด้วยดาบเพียงเล่มเดียว
แต่ประเพณี การต่อสู้ ของชนชั้นซามูไร คือการต่อสู้ "ตัวต่อตัวอย่างมีมารยาทด้วยดาบ" ผู้แพ้ที่ยังมีชีวิตอยู่ คือผู้ที่ไร้เกียรติ ซามูไรจึง ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ การฆ่าตัวตาย อย่างสมเกียรติ ด้วยการทำ"เซปปุกุ"

ชนิดของดาบซามูไร
-------------------------------------------------------------------------------------
ดาบมีหลายแบบและหลายประเภท แต่สามารถแบ่งชนิดหลักๆ ออกได้ 3 ชนิดดังนี้
- ดาบยาว (Long Sword)
1. "ตาชิ" (Tachi) ดาบยาวของทหารม้า มีความโค้งของใบดาบมาก ใช้ฟันจากหลังม้า มีความยาวของใบดาบมากกว่า 70 เซนติเมตร
2. "คาตานะ" (Katana) ดาบที่มาแทนที่ดาบตาชิของทหารม้า ตั้งแต่กลางสมัยมุโรมาชิ (ราว พ.ศ. 2000) สามารถใช้ต่อสู้บนพื้นดินได้คล่องตัวกว่า เพราะมีความโค้งน้อยควบคุมได้ง่าย ความยาวใบดาบโดยประมาณ 60.6 เซนติเมตรขึ้นไปถึง 70 เซนติเมตร
- ดาบขนาดกลาง (Medium Sword)
"วากิซาชิ" (Wakizashi) ดาบที่ใช้พกพาคู่กับดาบคาตานะของซามูไร ใบดาบมีความยาวตั้งแต่ 12 นิ้วถึง 24 นิ้ว ดาบที่ซามูไรใช้สำหรับทำ "เซปปุกุ" เมื่อยามจำเป็น และเป็นดาบที่ซามูไรสามารถนำติดตัวเข้าเคหสถานของผู้อื่นกรณีเป็นผู้มาเยือนได้โดยไม่ต้องฝากไว้กับคนรับใช้
ตามปกติซามูไรจะพกดาบสองเล่ม และโดยธรรมเนียมห้ามพกดาบยาวเข้ามาในบ้านของผู้อื่น ต้องฝากไว้หน้าบ้านเท่านั้น
- ดาบขนาดสั้น (Short Sword)
1. "ตันโตะ" (Tanto) มีลักษณะคล้ายมีดสั้น ความยาวน้อยกว่าดาบวากิซาชิ
2. "ไอกุชิ" (Aikuchi) คล้ายมีดไม่มีที่กั้นมือ ใช้สำหรับพกในเสื้อ เหมาะกับสตรี

ดังที่กล่าวปกติ ซามูไรจะพก แค่สองดาบเท่านัน(ยาวและกลาง) ทำไมถึงต้องพก สองดาบ ตามปกติแล้ว ดาบยาว มักจะเป็นดาบ ประจำตำแหน่ง ที่ได้แล้ว และดาบสั้น(กลาง) คือ ดาบประจำตระกุล ตระกุลขุนนางชั้นสูง มักจะ สลักรูปลายประจำตระกูล หรือ!ต่างๆเอาไว้ในดาบสั้น(กลาง) ส่วนดาบยาว ไม่มีอะไรเลย นอกจากความคม



ความงามของดาบซามูไร
-------------------------------------------------------------------------------------
ตลอดทั้งตัวดาบหากสังเกต จะเห็นว่าดาบนั้นมีความงดงามมาก งามตามธรรมชาติทั้งๆ ที่ไม่มีเครื่องประดับใดๆ จุดเด่น คงอยู่ที่ลักษณะ ใบดาบที่โค้งได้รูป ถือเป็นการออกแบบ ที่สุดยอด ลวดลายน้ำบนใบดาบเรียกว่า "ฮามอน" ถูกประดิษฐ์ขึ้น มากว่าพันปีโดย "อามากุนิ" ไม่เป็นเพียงลวดลาย ที่งดงามอย่างเดียว แต่เป็นความลับ ของคมดาบด้วย ในส่วนของที่กั้นมือ เรียกว่า "Tsuba" (Handguard) มักทำจากเหล็ก ทองเหลือง ทองแดง หรือเงิน เป็นงานฝีมือ ชั้นเยี่ยม มีการทำลวดลายต่อเนื่อง ทั้งสองด้าน มาตั้งแต่โบราณ มีมากมาย หลายแบบ จนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (ยกเว้นของดาบทหารที่มีลวดลายเดียวเฉพาะเท่านั้น) ส่วนด้ามจับ ที่ทำด้วยไม้ หุ้มทับ ด้วยหนังปลากระเบน และผ้าไหม พับเว้นช่อง เป็นรูปข้าวหลามตัด คือเอกลักษณ์ของดาบ ที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เรื่องราวของดาบละเอียดอ่อนมาก ในญี่ปุ่น โบราณจะแบ่งชนชั้น คราวๆได้ ชาวนา ซามูไร ขุนนาง (ส่วนมากซามูไรกับขุนนาจะเป็นชนชั้นเดียวกัน) คราวๆน่ะไม่ได้เจาะจง

ซามูไรยึดมั่นในศักดิ์ศรีมากดังเช่นหนังบางเรื่อง เช่น Last Samurai การทำเซปปุกุ หรือฮาราคิลี (การคว้าท้องแล้วให้คนอื่นตัดหัวเพื่อไม่ทรมาน) ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของซามูไร ในหนังเรื่อง คิล บิลภาค1จะเห็นได้ว่า ฟันกันเลือดสาดกระจาย เรื่องจริงนั้นเป็นจริงหรือไม่? ว่ากันว่าดาบซามูไรสามารถฟันเกราะ เหล็กของโนบุนากะทีทำมาเพื่อป้องกันกระสุนปืน ให้ขาดได้ (แล้วแขนขาคนจะเหลือไหมอ่ะ) ส่วนเลือดนั้นมีเพียง70%เท่านั้นเพราะ คนเรามีแรงดันเลือดอยู่แล้ว (อันนี้น่าจะเข้าใจกันดีอ่ะจ๊ะเช่นโดนเข็มทิ่มนิ้วเลือดออกป่าวอ่ะ) การใช้ดาบซามูไรนั้นมีอยู่หลายวิธีแล้วแต่สำนักและวิชา แต่วิชาดาบส่วนมากที่ใช้กับดาบซามูไร จะมีอยู่ไม่กี่วิชา เช่น อิไอ
อิไอ เป็นการ ซักดาบฟันออกไปด้วยความเร็วสูง หนังที่เห็นในหนัง คน สองคน .. วิ่งผ่านกัน... ซักดาบ... เก็บดาบ.. อีกฝ่ายตาย อันนี้ไม่เวอร์เกินความจริง นักดาบที่เก่งๆในสมัยก่อนนั่น สามารถสังหาร อีกฝ่ายด้วยการซักดาบเพียงครั้งเดียว โดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทราบว่าซักดาบไปแล้วด้วยซ้ำ (ยังไม่รู้ว่าตัวเองตายแล้วว่างั้นเหอะ) ในหนัง ที่สิบคนลุมพระเอกคนเดียว พอพระเอกซักดาบทุกอย่างก็หยุดนิ่ง พอพระเอกเก็บดาบ พวกนั้นถึงตาย มีความจริงอยู่ 60% การที่เก็บดาบแล้วตายนั่นไม่ใช่เพราะแอ๊กน่ะ เหมือนกับว่าเป็นสัญญาญหือแรงส่งอะไรซักอย่างให้ ผู้ถูกฟันนั้นรู้ว่าเอ็งอ่ะตายแล้ว
ในอดีตผู้ที่ทำได้มีเยอะมาก เช่น ซาซากิ โคอิจิโร่ มุซาชิ เรียวมะ (ถึงแม้จะไม่เคยฆ่าใครก้เถอะแต่ถือว่าเป็นผู้มีฝีมือในเชิงดาบชั้นสูงเช่นกัน) และอีกหลายๆท่าน ปัจจุบัน ผู้ทีทำได้ ขนาดนี้ มีน้อยนับคนได้แล้ว

เกอิชา (Geisha)
-------------------------------------------------------------------------------------
หมายถึงนางบำเรอ ซึ่งจะมีอยู่ทั่วไปในญี่ปุ่น ผมเคยดูสารคดี เกี่ยวกับเกอิชาตอนไปญี่ปุ่น เกอิชานั้นเดิมทีเปน ญ สาว ธรรมดา ที่ทางบ้านส่งมาเข้าโรงฝึก เกอิชา จะต้องรับการเซี่ยมสอนเปนอย่างดี ซึ่ง ให้เปนเกอิชา โดยแท้จริง มิใช่ ผู้หญิงบริการ ทั่วไป ในยุคหลังๆ เกอิชา จริงๆนั้นเริ่มมีน้อยลงและมีอยู่ช่วงนนึงที่มีชาวตะวันตก เข้ามาในญี่ปุ่น เช่นพวกทหาร และได้ไปเจอกับพวก หญิงบริการทั่วไปก็เข้าใจผิดว่าเปนเกอิชา และ เที่ยวไปบอกคนในประเทศว่า ได้ร่วมสัมพันธุ์กับเกอิชา จริงๆแล้ว ในยุคปลายๆ นั้น เกอิชา ได้หายไป โดยสิ้นเชิง ข้อแตกต่างของ เกอิชา (นางบำเรอ) และ หญิงบริการ จะต่างกันตรงที่ เกอิชา จะมีการมัดผมคนละแบบ และรวมถึงผ้าคาดเอว และ เกอิชา จะเปนอาชีพที่มีหน้ามีตา มีคนเคารพนับถือด้วย และมี คนใช้ส่วนตัว หญิงบริการนั้น ก็เหมือนกับ บ้านเราตอนนี้ การแต่งตัวจะไกล้เคียงกับเกอิชา แต่ก็ไม่เหมือนกันซะหมด และ ในอดีตหญิงบริการก็เปนอาชีพที่โดนเหยีดหยาม ด้วย... เกอิชา ส่วนมากจะเปนผู้หญิงของพวกคนใหญ่คนโต ซะส่วนมาก ก็เลยเปนอาชีพที่มีหน้ามีตา (เด็กป๋าว่างั้น)

      

ฟู่... เหนื่อยเหมือนกันแฮะ แต่ยังไม่จบเท่านี้นะครับ ยังมีเรื่องเล่าอันเป็นเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ของนินจา ที่ผมยังเล่าไม่ครบ ส่วนสำคัญคงเป็นตำนานของนินจา เหตุการณ์สำคัญที่โยงใยกับประวัติศาสตร์ เช่น การลอบสังหาร โอดะ โนบุนางะ นินจาคนสำคัญๆ เช่น ซารุโทบิ ซาสึเกะ, อิชิคาวะ โกเอม่อน, ฮัตโตริ ฮันโซ, ฟูมะ โคทาโร่ หรือแม้แต่ซามูไรฉายาสิงห์ตาเดียว ยางิว จูเบย์ ซึ่งมีลูกน้องนินจาที่เก่งกาจอีกเป็นขโยง

นินจาที่เป็นตำนาน
-------------------------------------------------------------------------------------
อิชิคาวา โกเอมอน
อิชิคาวา โกเอมอน (คันจิ: 石川五右衛門, ฮิรางานะ: いしかわ ごえもん, อิชิคาวา โกเอมอน) (พ.ศ. 2101 - พ.ศ. 2137) นักรบนินจาและจอมโจรที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ถูกประหารชีวิตหลังจากที่ลอบสังหาร โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ไม่สำเร็จ โกเอมอนถูกต้มในน้ำเดือดจนตายพร้อมกับลูกชาย โดยตำนานกล่าวไว้ว่าโกเอมอนได้อุ้มลูกชายเหนือน้ำจนกระทั่งตัวตาย อ่างอาบน้ำที่มีรูปทรงกะทะในประเทศญี่ปุ่นได้ตั้งชื่อตามว่า เกโอมอนบุโระ

โกเอมอน ได้มาเป็นตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่น และเป็นตัวละครที่นิยมนำมาเล่นในละครคาบุกิ โดยเฉพาะตอนต่อสู้ที่ด่าน นันเซนจิ ในเกียวโต

โกเอมอน ได้เป็นตัวละครในวีดีโอเกมหลายเกม ได้แก่ กัมบาเระ โกเอมอน ของ โคนามิ และ ซามูไรวอริเออร์ ของ โคเอ นอกจากนี้ในการ์ตูนเรื่อง ลูแปง ตัวละครหลักที่เป็นขโมยร่วมกับลูแปงมีชื่อว่า โกเอมอน ที่ 13

เนะซุมิ โคโซ
เนะซุมิ โคโซ หรือ จอมโจรหนู ยิโรคิจิ (คันจิ: 次郎吉 , ฮิรางานะ: ねずみ小僧 เสียชีวิต พ.ศ. 2375) เป็นจอมโจรใน ตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่น โดยปล้นคนรวยเอาเงินมาแจกคนจนเหมือน โรบินฮูดของอังกฤษ เนะซุมิ โคโซ โยในเมืองเอโดะ (ปัจจุบันคือเมือง โตเกียว) ในช่วงยุคเอโดะ สาเหตุที่ได้ชื่อว่า จอมโจรหนู เนื่องมาจากที่เนะซุมิ โคโซ ได้ขนถุงที่เต็มไปด้วยหนู เวลาแอบปล้นบ้านเศรษฐี และได้ปล่อยหนูให้วิ่งทั่วในบ้าน เพื่อสร้างความแตกตื่นแก่เจ้าของบ้าน

ในปี พ.ศ. 2365 โคโซได้ถูกจับและถูกขับไล่ออกจากเอโดะ และสิบปีให้หลังในปี พ.ศ. 2375 ได้ถูกจับอีกครั้งและถูกจับมัด โดยขี่ม้ารอบเมืองประจานต่อหน้าสาธารณชน ก่อนที่จะถูกประหารชีวิต โดยหัวของเนะซุมิ โคโซ ได้ถูกเสียบประจานกลางตัวเมือง ก่อนที่จะเสียชีวิตได้กล่าวถึงเงิน 30,000 เรียว ที่ขโมยมาจากซามูไรเศรษฐีกว่า 100 คนในช่วงเวลา 15 ปีของเขา สุสานของเนะซุมิ โคโซตั้งอยู่ที่ เอโคะ ในโตเกียว

ในช่วงชีวิตที่เป็นจอมโจร โคโซได้เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนที่ถูกกดขี่ข่มเหงจากความไม่เป็นธรรมของรัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยนั้น หลังจากที่เสียชีวิตลง ตำนานของเนะซุมิ โคโซ ได้ถูกเล่าต่อกันมา โดยมีกล่าวถึงว่า เนะซุมิ โคโซ ได้เคยเป็นนินจา มาก่อน เรื่องราวของเนะซุมิ โคโซ นิยมนำมาแสดงในละครคาบุกิ ภาพยนตร์ ละครย้อนยุค เนื้อเพลง วีดีโอเกม และ วัฒนธรรมป๊อป ต่างๆ

เนะซุมิ โคโซ ได้ถูกเทียบกับ อิชิคาวา โกเอมอน โดยถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงคนละยุคกัน และในวีดีโอเกม กัมบาเระ โกเอมอน ของ โคนามิ ได้มี โคโซ และโกเอมอน เป็นตัวละครหลัก


Xzidit' ผู้เรียบเรียงจากหลายๆแหล่งข้อมูล ไม่ใช่ว่าไม่มี่ มารยาท ที่ไม่ให้ เครดิต แต่มันมากจนไม่รู้จะให้ยังไงหมด เอาเป็นว่าถ้าผมไปเอาข้อความ หรือบทความของใครมาแล้วเจ้าของเข้ามาอ่านเจอก็ทิ้งชื่อเอาไว้เองละกันนะ (ส่วนใหญ่มาจากวิกิ)



Link
ชิโนบิไคนินจุตสุ
บูจินกัน บูโด ไทจุสสุ
เกนบูคัน นินโป ไทจุทสุ
อยากทำอะไรก็ทำ แล้วตายๆไปซะ
แก้ไขล่าสุด Xzidit เมื่อ 2010-4-25 21:28



นิน~ นิน~ นิน~ ช่วงนี้กระแสนินจากำลังมาแรง ส่งผลให้เหล่าฝรั่งชาวตะวันตกหลายคนบ้านินจากันมากพอสมควร ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมีผลมาจากการ์ตูนนินจาที่ดังๆกันด้วยในช่วงนี้ ว่าแล้ว Eidos ก็เลยปั้นเกมนินจาแบบฮาเฮขึ้นมาสักหนึ่งเกมชื่อว่า Mini Ninja นินจา จิ๋ว แจ๋ว บ๊อง เป็นเกมแนวแอคชั่นบู๊ล้างผลาญของนินจาตัวจิ๋วกับพวกซามุไรจิ๋วที่ดูต๊องๆ ตัวเอกของเกมชื่อว่า Hiro นินจาฝึกหัดตัวจิ๋ว และมีพรรคพวก 2 คนคือ Futo และ Suzume ผู้เล่นสามารถเปลี่ยนตัวเล่นได้ โดยนินจาแต่ละคนจะมีท่า อาวุธ และคาถานินจาที่ใช้ต่างกัน

ตัวเกมทำภาพออกมาทางการ์ตูนที่มีสีสันสดใส ภาพสวยเลยทีเดียว ตัวละครก็ดูน่ารัก แต่ทักษะทางนินจานั้นเรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เราก็จะได้ออกผจญภัยลุยกันไปพร้อมฝึกเคล็ดลับวิชานินจาให้ถึงขั้นสุดยอด เป็นอีกเกมที่เล่นได้สบายๆ เรื่อยๆครับ ภาพสดใสน่ารัก เล่นได้ทุกเพศทุกวัย คลายเครียดได้ดีเลยทีเดียว รับรองว่าค่าย Eidos ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน


Published by: Eidos Interactive
Developed by: Io Interactive
Release Date: September 8, 2009
Genre: Action





















Mini Ninjas Launch Trailer [HD]
Mini Ninjas Gameplay [HD]


เนื้อหาถูกซ่อน แสดงเนื้อหาเมื่อแสดงความเห็น


Minimum System Requirements:
CPU: PIV/Athlon 3.2ghz or higher processor
RAM: 512MB system RAM (1GB Vista)
VGA: ATI Radeon X1300 or higher / Nvidia Geforce 6600 or higher (shader model 3 required) graphics card
OS: Windows XP and Vista
HDD: 5.85GB free space
Sound: DirectX 9 compatible sound card


Recommended System Requirements:
CPU: Intel/Athlon Dual Core Processor
RAM: 1024MB system RAM (2GB Vista)
VGA: ATI Radeon X1300 or higher / Nvidia Geforce 6600 or higher with 512MB video RAM (shader model 3 required)
OS: Windows XP and Vista
HDD: 5.85GB free space
Sound: DirectX 9 compatible sound card


การลงเกมส์
. แยกไฟล์ mds และ mdf ลงในโฟลเดอร์เดียวกัน
. เมาท์ไฟล์ mds ด้วยโปรแกรมจำลองแผ่น DAEMON Tools โหลได้
ที่นี่
. ลงเกม
. ก๊อปแครกลงในไดเร็กเตอรี่เกม
. เล่ยได้เลย






จาก www.itemxp.net
โดย ptypeak
โหลดไม่ไหวเชิญ http://buycd.itemxp.net/
อยากทำอะไรก็ทำ แล้วตายๆไปซะ
แก้ไขล่าสุด Plagruy เมื่อ 2009-9-24 00:15

เกอิชาเกี่ยวไรฟะ ลุงแล้วไหนฟะเกม -*-
ขอเสริมความรู้เล็กน้อยละกาน เผื่อคนสนใจ พอดีชอบศิลปะงามๆ




ซามูไรที่ไร้ศักดิ์ศรีไม่ยอมคว้านท้องแล้วให้คนตัดหัวก็จะไปเป็นโรนิง(ronin)ไม่เลือกเจ้านาย
ดาบซามูไรเวลาใช้สู้ไม่นิยมใช้ฟาด/กันแบบพวกบ้าพลัง(ดาบ2มือยุโรปหรือพวกดาบบางชนิดของจีน)
นิยมใช้เฉือน คือรับอาวุธคู่ต่อสู้แล้วหลบแรง เทคนิคนี้นิยมกับอาวุธยาวในหลายประเทศ เช่น ไม้เท้า
นักเล่นเกมมักได้ยินชื่อดาบดังๆ เช่น มาซามูเนะ มุรามาซะ ความจริงแล้วคือชื่อของคนตีดาบประเภทนั้น
ดาบมาซะมุเนะเป็นอาวุธอ่อนโยนบริสุทธิ์แสดงเกียรติ ว่ากันว่าสามารถตัดใบไม้ที่ลอยบนน้ำให้ขาดได้
ส่วนมุรามาสะนั้นเรียกกันว่าอาวุธดาบปีศาจและต้องห้าม เพราะเมื่อรสู้รบ เหมือนดาบกระหายเลือด
ในสมัยหลังอาวุธของชาติอื่นๆ(ส่วนใหญ่จีน) นิยมทำด้ามจับแบบดาบซามูไรเพื่อความสวยงาม
นินจัตสึความจริงแล้ว มีหลายอย่างไม่ใช่แค่เอามือต่อยกลางอก/รักแร้อย่างเดียว สมัยนี้นิยมฝึกสู้กับปืน
นินจายุคโบราณ มีการฝึกในร่างกาย/พลังงานต่างๆเหมือนซามูไรและนักมวยจีน เช่น เดินบนเสา ฝ่ามือ



ตอนนี้มีกลุ่มนินจาที่ดังใช้ได้ในเน็ต ชื่อ Choson ninja (นินจาเมืองโชซอนจากเกาหลีอะแหละ)
ได้ไปโพสต์คลิบวิธีการฝึกต่างๆของนินจามากมายในYoutube แม้ดูตลก แต่เค้าก็ตั้งใจเผยแพร่ของจริง
ถ้าให้เทียบความตลกคงพอๆกับ Black taoist มวยจีนฮิพฮอพแต่ยังพอมีสาระ




ภาพอาวุธนินจาKusarigama


ภาพดาบมาซามุเนะ(Masamune)


ภาพดาบมุรามาสะ(Muramasa)


ภาพดาบใหญ่ปากัว(Bagua dadao) จากจีน


ภาพดาบ9ห่วงของเส้าหลิน(Nine Ring Broadsword) จากจีน



ปล.ถ้าจำไม่ผิด บรมจารย์โคงะคนสุดท้ายแสวงหาศิษย์สืบทอดแต่ดันตายก่อน ด้วยอุบัติเหตุทางรถซะงั้น
แก้ไขล่าสุด Xzidit เมื่อ 2009-9-23 15:38
เกอิชาเกี่ยวไรฟะ ลุงแล้วไหนฟะเกม -*-
ขอเสริมความรู้เล็กน้อยละกาน เผื่อคนสนใจ พอดีชอบศิลปะงามๆ



ซาม ...
ต้นฉบับโพสโดย Plagruy เมื่อ 2009-9-22 20:13
ใจเยงๆ เกมส์กำลังตามมา ขอให้มันลงได้ชัวๆก่อน
ตอนนี้ยังติดปัญหา Mount Image ไม่ได้อยู่~


เกอิชา ในสมัยแย่งชิงอำนาจ (ช่วงสงครามกลางเมือง) ก็มีบทบาทในการลอบสังหารขุนนางสำคัญของฝ่ายตรงข้ามมากมาย จะเรียกได้ว่า เกอิชา เป็น คุโนะอิจิ หรือ คุโนะอิจิ แฝงตัวเป็นเกอิชา ก็ได้เช่นกัน


EDIT::ลงแล้วเล่นแล้ว สนุกมักๆ แต่มีที่ขัดลูกในตาหน่อยก็ตรงหมีแพนด้านี่ละ มันข้ามทะเลมาจากจีนหรือยังไง(ฝรั่งเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ)
อยากทำอะไรก็ทำ แล้วตายๆไปซะ
เรามาเปลี่ยนชื่อหัวข้อเป็น ประวัตินินจา และ ย้ายไปบอร์ดทั่วไปดีบ่ -0-
เชิญDownloadเพลงAnimeได้ที่นี่
http://www.ntgamer.com/board/vie ... p;extra=&page=1
เรามาเปลี่ยนชื่อหัวข้อเป็น ประวัตินินจา และ ย้ายไปบอร์ดทั่วไปดีบ่ -0-
ต้นฉบับโพสโดย werachai เมื่อ 2009-9-23 10:41
เอาน่า~ แค่เกล็ดเล็กๆน้อยๆเอง
แต่เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันนะ
อยากทำอะไรก็ทำ แล้วตายๆไปซะ
แก้ไขล่าสุด Plagruy เมื่อ 2009-9-24 00:28
เรามาเปลี่ยนชื่อหัวข้อเป็น ประวัตินินจา และ ย้ายไปบอร์ดทั่วไปดีบ่ -0-
ต้นฉบับโพสโดย werachai เมื่อ 2009-9-23 10:41
พูดจาเข้าท่า
ลุงเอ็กส์ อย่าลืมจิ วิชานินจา ของยุ่นมันเริ่มจากนักบวชจีนที่ลงเรือมาสอนทั้งนั้น เลยมีแพนด้า*0*


ปล.CPUก็ยังมะถึงเช่นเดิม รอสอบจบ เปลี่ยนเครื่องใหม่ก่อน
แก้ไขล่าสุด Xzidit เมื่อ 2009-9-24 11:25

จีนไม่ได้ลงเรื้อมาสอนเน้อ แต่ญี่ปุ่นถ่อแพไปเรียนที่เมืองจีนเอง
แต่ก็มีบางแหล่งข้อมูลเหมือนกันที่ว่ามาจากพระธุดงซึ่งเดินทางมา
จากเมืองจีน ซึ่งตามน้ำหนังข้อมูลที่ผมได้สืบค้นมาพอสมควรความ
น่าจะเป็นที่ว่าญี่ปุ่นถ่อไปเรียนมาจากเมืองจีนนั้นมีความน่าเชื่อถือ

มากกว่า...

ปลาชู่ๆ~แต่อย่าเอาแต่อ่านหนังสือหนักจนลืมพักผ่อนนะ
เดียวจะเครียดมากเกินไป ละก็ลองใช้วิธีของผมดูก็ได้นะก่อนที่เรา
จะอ่านหนังสือลองนั่งสมาธิซักนิดมันจะช่วยให้สมองปลอดโปร่งขึ้น
มากเลย แล้วยังช่วยให้เราจดจ่ออยู่กับหนังสือที่เราจะอ่านได้อีกด้วย
(เหมือนสะกดจิตตัวเองช่วยให้ความจำดีขึ้นว่างั้น)







ป.ล.แล้วก็อีกอย่างนมอุ่นๆจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายเวลาเครียด (ช่วงอ่านหนังสือ)
อยากทำอะไรก็ทำ แล้วตายๆไปซะ
แต่ที่ผมอ่านมันคนละเรื่องเลยนะเนีย -0-

ของผมเป็น นินจาที่มาจากชาวนาสมัยก่อนเพราะชาวนาไม่มีอาวุธป้องกันตัวจาก
โจรป่า ทหารข้าศีก แม้กระทั่งซามูไรของเมืองตัวเองเลย ทำให้ชาวนาเริ่มฝึกการ
ป้องกันตัวด้วยการฝึกมวยตามพื้นบ้าน (ปัจจุบันแยกไปเป็น อีจิสสู เทนคอนโด  อีก 2 อย่างแต่ลืม)

เครื่องมือที่ชาวนาใช้แล้วกลายเป็นอาวุธที่ใช้
เคียว - ที่เกี่ยวข้าวนั่นแล -0-
กระบอง 2 ท่อน - เอาไว้ลัดต้นข้าวแล้วตีเพื่อแยกเมล็ดข้าวออกจากฟาง
กระบองยาว หอก - 2 ง่ามบ้านเราไว้เกี่ยวฟาง -0-
ดาวกระจาย - มาจากไม้ไฝ่เหลาแหลมๆ 4 แฉก
ไม้กันศอก - ทำมาจากไม่ไฝ่

เมื่อในวังหลวงต้องการผู้ส่งสารหรือผู้รอบสังหาร ซามูไรมักจะไม่รับทำเพราะลำบากและเสียศักดิ์ศรี
จึงว่าจ้างชาวนาเหล่านี้ให้ทำหน้าที่นี้แทน แล้วอาวุธพวกนั้นจึกถูกเปลี่ยนให้เป็นอาวุธสังหารศัตรู

วังหลวงเห็นการฝีกของชาวนาเหล่านั้นโดยพื้นฐานก็มี
การปีนเขา - ไม่ได้ปืนขึ้นเฉยๆแต่ปืนแล้วเกาะไว้ได้ประมาณ 3 วัน โดยมีถุงทรายถ่วง
การพรางตัวใต้น้ำ - ตามลุงX ว่าแหละ
เดินบนผิวน้ำ - วิ่งไปตามถ่อนไม้ลอยน้ำโดยไม่ให้เคลื่อนไหว (ปัจจุบันยังมีให้ฝึก)
การวิ่ง - ใช้ผ้าผูกที่เอวแล้ววิ่งโดยไม่ให้ผ้าตก (วิ่งในป่านะ)

และการฝึกอีกมากที่สาบสูญไปแล้ววังหลวงเห็นอย่างนั้นจึงเรียก นินจา
คำอธิบายไปอย่างใหม่ในหน้าลุงX -0-

เขียนผิดก็ขออภัยเพราะเพิ่งตื่น เดียวค่อยมาแก้ทีหลัง
เชิญDownloadเพลงAnimeได้ที่นี่
http://www.ntgamer.com/board/vie ... p;extra=&page=1
กลับไปรายการกระดานข่าว